สำหรับวันนี้ ก็ขอนำเสนอเรื่องใต้สะดือกันซะหน่อย ลงรูปประกอบเรื่องข้างล่างมาแล้ว ก็โคตรใกล้เคียงกับยุคสมัยที่เรากำลังจะพูดถึงนะครับ ประมาณ 560-550 BC ก็ประมาณ 10-20 ปีก่อนพุทธปรินิพพาน ก็น่าจะเป็นช่วงที่เกิดเหตุที่ว่า
 
การช่วยตัวเอง แต่ครั้งโบราณกาล
 
ก็อยากจะบอกว่า การช่วยตัวเองนั้น มีมาตั้งแต่ 2500 กว่าปีที่ผ่านมาแล้ว และมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานด้วยว่า มนุษย์ทั้งชายและหญิง มีการช่วยตัวเองแล้ว ด้วยวิธีการต่าง ๆ
 
ในพระไตรปิฎก ที่มีการรักษาสืบทอดกันมานับตั้งแต่ครั้งพุทธกาล และสังคายนามาไม่รู้กี่ครั้ง มีระบุไว้อย่างชัดเจน และโจ่งแจ้งสุด ๆ แบบไม่ต้องตีความกันเลยทีเดียว ก็น่าจะเป็นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่บันทึกถึงกา่รช่วยตัวเองเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างที่ไม่น่าจะมีใครล้มแชมป์อีกแล้ว (กามสูตรก็มาทีหลัง ช่วงพุทธศตวรรษที่ 7)
 
เริ่มจากเรื่องของฝ่ายชายก่อน มีบันทึกไว้ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม 1 (อาจมีการดัดแปลงถ้อยคำ และเพิ่มเติมเล็กน้อย เพื่ออรรถรสในการอ่านของทุกท่าน)
 
เรื่องมันมีอยู่ว่า มีพระอยู่รูปหนึ่ง ระบุชื่อในภาษาบาลีด้วยว่า เสยยสกะ หรือเราจะเรียกในที่นี้ว่า ท่านไซสึกะ
 
เข้าใจว่าท่านไซสึกะ หลังจากบวชเข้ามา คงกำลังมีอาการเปลี่ยวอกเปลี่ยวใจ เคยใช้ชีวิตฆราวาสดี ๆ เรื่อง sex ไม่ขาดตกบกพร่อง พอเข้ามาบวช เรื่องพวกนี้ก็ไม่ค่อยมีจะให้สนองความต้องการเท่าไหร่
 
เปลี่ยวอกเปลี่ยวใจนาน ๆ เข้า สุขภาพก็เริ่มมีปัญหา เริ่มผอมแห้่ง ตัวซีดลงทุกวัน ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีพระรุ่นพี่รูปหนึ่งผ่านมาเห็น พระรุ่นพี่รูปนี้ มีการระบุชื่อด้วยว่า อุทายี
 
(พระอุทายีรูปนี้ มีชื่อเสีย(ง)โด่งดังในการแหกแนวทางปฏิบัติของพระภิกษุ ทั้งแหกเอง และชวนคนอื่นแหก จนมีฉายาในภาษาบาลีว่า โลลุทายี หรือ อุทายีจอมเลอะเทอะ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับท่านอื่น ๆ ที่มีชื่อเดียวกันหลายท่าน มีพระวินัยจำนวนไม่น้อยที่ท่านผู้นี้เป็นต้นเหตุให้มีการบัญญัติขึ้น)
 
ท่านอุทายีจอมเลอะเทอะผู้นี้ ก็ถามว่า "ไซสึกะคุง ทำไมเจ้าถึงผอมแห้งขนาดนั้น เจ้าไม่ต้องการใช้ชีวิตแบบนี้แล้วหรือไง"
ท่านไซสึกะซัง ก็ตอบว่า "ใช่ครับลูกพี่ บวชเป็นพระมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ ไม่มีสาวให้ซั่ม อยู่เป็นฆราวาส เบื่อเมียก็ไปตีกะหรี่ได้ แต่อยู่แบบนี้ ไม่มีทั้งเมีย ไม่มีทั้งกะหรี่ เซ็ง_ิบหายเลยลูกพี่"
ลูกพี่ไม่รอช้า แนะนำทันใด "งั้นเจ้าก็สไลด์หนอนสิ แต่ตอนนี้เจ้าก็ไปอาบน้ำ ฉันข้าวปกติ นอนพักผ่อนให้มีแรงซะ จะได้ไม่ฟ้าเหลืองไปซะก่อนที่จะว่าว พอมีแรงหน่อย เ_ี่ยน ๆ ก็ค่อยสไลด์หนอน"
ท่านไซสึกะซังของเรา ก็ยังลังเลอยู่ "แค่นี้ก็ฟ้าเหลืองอยู่แล้วลูกพี่ จะดีหรอ"
ลูกพี่ก็ confirm "ดีสิไอ้น้อง พี่ก็สไลด์บ่อย ๆ"
 
ทีนี้ท่านไซสึกะซังก็สนุกเลย ว่าวกันทุกวัน วันละหลายครั้ง จนเริ่มกลับมาแข็งแรง สมบูรณ์ ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเพื่อนพระยังต้องถาม "คุณดูดีขึ้นนะ ไปทำอะไรมาน่ะ"
ท่านไซสึกะซัง ก็บอกตามตรง "ก็แค่สไลด์หนอนทุกวัน วันละหลายครั้ง"
แต่เพื่อนพระผู้มีอุดมการณ์ไม่เอาด้วย "คุณกล้าสไลด์หนอน ด้วยมือที่ฉันข้าวปลาอาหาร ที่ตาสีตาสาเขามีศรัทธาถวายเลยงั้นหรือ"
ท่านไซสึกะซัง ก็ไม่แคร์ "เรื่องไร กุไม่สน"
 
เมื่อความลับไม่เป็นความลับ มีคนรู้สักคน ข่าวก็ขยายวงไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ถึง ... พระพุทธเจ้า
 
คราวนี้พระพุทธเจ้าเรียกประชุมสงฆ์ด่วน คนต้นเรื่องรับสารภาพแล้ว ก็ทรงตำหนิภิกษุต้นเรื่อง และอาศัยประโยชน์แก่คณะสงฆ์ 10 ประการ เพื่อค่านิยมที่ดีของส่วนรวม เพื่อความผาสุกของส่วนรวม เพื่อ ฯลฯ จึงบัญญัติว่า
 
ภิกษุใด สุกฺกวิสฏฺฐิ โดยจงใจ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
 
(อาบัติสังฆาทิเสส เป็นอาบัติร้ายแรงรองลงมาจากอาบัติปาราชิก ถ้าอาบัติปาราชิกเป็นโทษประหาร นี่ก็คงเป็นโทษจำคุก ใครโดนแล้ว ก็ต้องอยู่ปริวาสกรรม เป็นเวลาเท่ากับวันที่ปกปิดอาบัติ ซึ่งมีข้อกำหนดเยอะมาก กว่าจะพ้นอาบัติได้ก็ยุ่งยากพอสมควรครับ)
 
แต่ก็มีกรณีฝันเปียก ที่ไม่นับว่าต้องอาบัติ เพราะไม่เจตนา และเป็นเรื่องธรรมชาติ พระพุทธเจ้าก็บัญญัติเพิ่มเติมทีหลังว่า
 
ภิกษุใด สุกฺกวิสฏฺฐิ โดยจงใจ ถ้าไม่ใช่ฝันเปียก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
 
หลังจากนี้ก็มีแจกแจงพระวินัยข้อนี้อย่างโคตรละเอียด ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็โดนเหมือนกัน แต่ที่มีความแตกต่าง มีอยู่ว่า ถ้าจงใจ พยายามแล้วแตก อาบัติสังฆาทิเสสเต็ม ๆ แต่ถ้าไม่แตก แค่อาบัติถุลลัจจัย ซึ่งเบากว่า แค่แสดงอาบัติกับพระรูปไหนก็ได้ก็พ้นไป ส่วนถ้าจงใจ และไม่ได้พยายาม หรือไม่จงใจ จะแตกหรือไม่ก็ตาม ก็ไำม่โดน
 
ต่อจากนี้ก็มี case study เกี่ยวกับพระวินัยข้อนี้อีกหลายเรื่อง ที่มาให้พระพุทธเจ้าชี้ขาดว่าโดนอาบัติหรือไม่ อย่างไร เอาแค่เรื่องที่น่าจะเกี่ยวกับการช่วยตัวเองแล้วกันนะครับ
 
ซึ่งแทบทุกเรื่องก็ plot เดียวกัน ไปทำนู่นทำนี่มา แล้วก็มาให้พระพุทธเจ้าวินิจฉัย ก็ตามที่แจกแจงเมื่อสักครู่แหละครับ ดูว่าจงใจหรือเปล่า แล้วแตกหรือไม่อย่างไร
 
ซึ่งวิธีการที่ว่าทำแล้วน้ำแตก ที่น่าจะใกล้การช่วยตัวเอง มีทั้งการเกากระปู๋ เอากระปู๋สีขา ให้เณรนวดกระปู๋ ขาบีบกระปู๋ มือบีบกระปู๋ เด้าลม เพ่งจิ๋ม (มันแตกได้ไงวะ) สอดกระปู๋เข้าช่องประตูหน้าต่าง สีกระปู๋กับไม้ สอดกระปู๋ในทราย สอดกระปู๋ในโคลน สีกระปู๋กับที่นอน สีกระปู๋กับนิ้วมือ (วิธียอดนิยมในปัจจุบัน) นี่ก็เป็นวิธีการชักว่าว เมื่อ 2500 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่น่าแปลกอะไร ยกเว้นการเพ่งจิ๋มนี่แหละครับ ไม่ต้องซั่ม เพ่งอย่างเดียวก็แตกได้ เข้าใจว่าคนที่ทำได้ คงพลังจิตสูงส่งมากทีเดียว(55+)
 
ส่วนของฝ่ายหญิง ก็มีเช่นกันครับ ในพระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์
 
เรื่องมีอยู่ว่า มีนางสนมเก่าคนหนึ่ง ออกมาบวชเป็นภิกษุณี แล้ววันหนึ่งก็มีภิกษุณีอีกรูป (เข้่าใจว่ากำลังเ_ี่ยน) ก็ถามว่าเวลาเ_ี่ยน ๆ ทำไง ภิกษุณีนางสนมเก่า ก็เลยแนะนำให้ใช้ดิลโด้ตกเบ็ด (ในต้นฉบับเขาว่าเป็นท่อนยางเกลี้ยง แต่ไม่ได้ระบุลักษณะเอาไว้)
 
แนะนำกันเสร็จสรรพ ภิกษุณีนั้นก็ตกเบ็ดด้วยดิลโด้อย่างมีความสุข จนอยู่มาวันหนึ่ง เจ้าตัวดันลืมล้างดิลโด้ แล้ววางทิ้งไว้ แมลงวันก็บินมาตอมกันเต็ม
 
ทีนี้ภิกษุณีอื่น ๆ เห็นก็สงสัยว่าใครใช้ พอรู้ตัวคนใช้เท่านั้นแหละครับ แน่นอนว่าคนต้นเรื่อง ก็โดนมองในเชิงตำหนิเช่นเคย จนความทราบถึงพระพุทธเจ้า ก็เลยบัญญัติวินัยว่า
 
ภิกษุณีใด ใช้ ชตุมฏฺฐกํ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (อาบัติปาจิตตีย์ เป็นอาบัติรอง ๆ ลงมาจากอาบัติถุลลัจจัย พ้นได้ด้วยการแสดงอาบัติต่อพระรูปใดก็ได้เช่นเดียวกัน)
 
รายละเอียดตรงนี้ก็ไม่ได้มีมาก และภิกษุณีตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว (หรืออาจจะมี แต่ไม่ได้รับการยอมรับแบบทางการ) แม่ชีก็ไม่ใช่ภิกษุณี ก็สามารถตกเบ็ดได้ตามสะดวก
 
แต่...ไม่สิ ศีลข้อ 3 ก็ลากคลุมการห้ามมาถึงการตกเบ็ดด้วย เสียใจด้วยนะครับ
 
แต่สำหรับพระ พระวินัยว่าด้วยการ สุกฺกวิสฏฺฐิ ก็ยังมีการบังคับใช้เช่นเดียวกันกับเมื่อ 2500 กว่าปีที่ผ่านมา แต่จริง ๆ เณรหนุ่ม ๆ ก็สามารถกระทำได้ตามสะดวก ถ้าไม่ตายด้าน เพราะศีล 10 ไม่มีข้อนี้ (แต่ไม่มีพระหน้าไหนแนะนำให้ทำ)
 
แต่...ก็เช่นกัน ศีลข้อ 3 ในศีล 10 ก็ดันลากมาได้
 
เมื่อสักครู่นอกเรื่องมานิดหน่อย แต่ก็สามารถสรุปได้ว่า การ สุกฺกวิสฏฺฐิ ของท่านชาย และการตกเบ็ดโดยใช้ ชตุมฏฺฐกํ ของท่านหญิง ก็มีมาตั้งแต่สมัยโบราณนานนมแล้ว ส่วนวิธีการก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับสมัยนี้เท่าไหร่ เพียงแต่ว่าสมัยปัจจุบันนี้ มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น จาก ชตุมฏฺฐกํ ก็พัฒนาขึ้นจนเป็น Vibrator การ สุกฺกวิสฏฺฐิ ก็มิได้่ทำเปล่า ๆ ไม่มีอุปกรณ์ประกอบแบบครั้งโบราณ แต่มีอุปกรณ์ช่วยที่ดีขึ้น มีคลิป Tokyo hot มีจิ๋มกระป๋อง มีไวอากร้า และอื่น ๆ อีกมากมายคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านชาย
 
สรุปสั้น ท่านที่เป็นพระสงฆ์องค์เณร หรือแม่ชี ที่มาอ่านตรงนี้ ก็อย่าทำดีกว่าครับ ได้ไม่คุ้มเสียครับ ส่วนใครที่ไม่ใช่พระ ก็เชิญตามสบายครับ
 
เพราะการ Masturbation มีมายาวนานแล้วจริง ๆ จนต้องมีบันทึกไว้ขนาดนี้

Comment

Comment:

Tweet

#9 By (171.96.179.67|171.96.179.67) on 2015-06-24 20:11

surprised smile

#8 By (1.47.168.197|1.47.168.197) on 2014-11-20 13:27

#7 By (203.131.216.27|203.131.216.27) on 2014-09-19 16:22

#6 By (118.174.204.179|118.174.204.179) on 2014-07-26 18:15

http://www.gamble1688.com
confused smile confused smile  

#5 By Persie102 on 2012-11-18 23:20

ขอบคุณ

#4 By Persie102 on 2012-11-18 23:19

confused smile confused smile confused smile confused smile http://www.funpalace88.com/

#3 By amikaa44 on 2012-04-09 11:42

เอ่อ...หลวงพี่ครับ ศีลข้อ ๓ มันแค่ไม่ซั่มกันไม่ใช่เหรอครับ

แต่เอาเถอะครับ ผมวิ่งแจ้นไปแก้ทันทีที่เห็น #1 ของหลวงพี่

#2 By ABP@BDZ on 2011-11-18 21:38

การช่วยตัวเองถูกห้ามตั้งแต่ศีล ๘ ข้ออพรฺหมฺจริยาเวรมณีแล้วครับ

เผยแพร่ความเข้าใจผิดนี่โทษหนักนะครับ

เจริญธรรม ฯ

#1 By Dhammasarokikku on 2011-11-18 21:23