จากสถานการณ์โลกปัจจุบัน ที่ล่าสุด คิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ ถึงแก่กรรมบนรถไฟ เมื่อวันเสาร์ (17 ธันวาคม 2554) ที่ผ่านมา
 
 
จากเหตุการณ์นี้ แน่นอนว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกับชาวเกาหลีเหนือ และกับชาวโลกด้วย เพราะเกาหลีเหนือก็เป็นอีกประเทศที่ชาวโลกจับตามอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวรบนิวเคลียร์ ที่ทำให้เกาหลีเหนือมีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจอย่าง USA ได้
 
ถ้าจะพูดถึงเกาหลีเหนือ ในสายตาของชาวโลก ก็เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่เหมือน "ถูกสตาฟ" เอาไว้ตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ช่วงสงครามเกาหลี ประเทศนี้เป็นอย่างไร มาถึงตอนนี้่ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง การพัฒนาแทบทุกอย่างหยุดอยู่กับที่ จะเว้นก็แต่ด้่านการทหาร ที่เจริญเอา ๆ ทุกวัน ๆ ประเทศนี้ยังมีอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่เราจะไม่สามารถเห็นได้จากประเทศอื่นในโลก ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายมาก
 
ประเทศนี้แปลกอยู่อย่างหนึ่ง เป็นคอมมิวนิสต์ก็จริง แต่สืบทอดตำแหน่งผู้นำทางสายเลือด จาก คิม อิล ซุง ผู้พ่อ ลงมาถึง คิม จอง อิล ผู้ลูก และตอนนี้ ตำแหน่งก็ลงมาอยู่กับ คิม จอง อึน ลูกชายคนเล็ก ที่ตอนนี้ก็ยังหาความชัดเจนไม่ได้ว่า เขาจะพาประเทศเกาหลีเหนือไปในแนวทางไหน
 
เรื่องหนึ่ีงที่อยากจะพูดถึงมาก ก็คือเรื่องของการควบคุมประชาชน
 
ก็เป็นเรื่องปกติของประเทศคอมมิวนิสต์ ที่จะต้องมีการควบคุมความคิด การกระทำของประชาชน ด้วยโกหัญวิธีต่าง ๆ เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศนั้น ๆ แต่เกาหลีเหนือไม่เหมือนใคร ตรงที่ว่าพยายามสร้างความเลื่อมใสในตัวผู้นำจนเกินเหตุ
 
ซึ่งเกาหลีเหนือก็ทำมาตั้งแต่สมัยของคิมคนปู่ คิม อิล ซุง ประกอบกับตัวคิมคนปู่เอง ที่มีเสน่ห์ของความเป็นผู้นำที่ดีด้วย ก็เลยทำให้ชาวเกาหลีเหนือยอมรับนับถือคิมคนปู่จริง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข
 
แต่ปัญหามันมาอยู่ตอนที่คิมคนปู่ถึงแก่กรรมในปี 2537 และคิมคนพ่อขึ้นมาเป็นผู้นำต่อ ซึ่งคิมคนพ่อก็ไม่ได้มีเสน่ห์แบบคิมคนปู่ เทียบไม่ีติดเลยด้วยซ้ำ ประชาชนไม่ให้การยอมรับ เพราะว่าประชาชนเขาติดภาพลักษณ์ของคิมคนปู่ไปแล้ว
 
คิมคนพ่อจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็ไม่ได้ คนเกาหลีเหนือไม่ยอมรับ สุดท้ัาย ก็เลยยกคิมคนปู่เป็น "ประธานาธิบดีตลอดกาล" ไปเลย ส่วนตัวก็รับตำแหน่งเป็นแค่ "ผู้นำสูงสุด" แต่ก็มีอำนาจสูงสุดอยู่ดี
 
ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ประเทศคอมมิวนิสต์หลาย ๆ ประเทศก็ไม่ได้ทำกันแบบนี้ แต่จริง ๆ เกาหลีเหนือ ก็เข้าลักษณะ Orwellian dystopia แบบจริง ๆ เลย ผมขอยกคำอธิบายจากคุณ Geneticist เว็บพันทิปมาก็แล้วกันนะครับ เห็นอธิบายได้ดีมาก ก็ขอยกมา
 

Orwellian dystopia ชื่อนี้ได้มาจาก George Orwell ผู้แต่ง Animal Farm และ Nineteen Eighty-four โดยเฉพาะเรื่องหลังที่เป็นที่มาของคำว่า Orwellian dystopia และ Big Brother  หรือพี่ใหญ่ (รายการเรียลิตี้ Big Brother ก็ได้ไอเดียจากงานของ Orwell ครับ)

ลักษณะของ  Orwellian dystopia เป็นลักษณะของสังคมที่รัฐบาลควบคุมข้อมูลทั้งหมด อะไรที่ประชาชนควรรู้ อะไรที่ควรโดนเซ็นเซอร์ ประวัติศาสตร์เป็นแค่เครื่องมือจะลบ จะเพิ่ม จะเขียนใหม่ก็ได้ รัฐบาลยังมีอำนาจสอดส่องว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร หรือแม้แต่คิดอะไรอยู่ แทบจะ 24 ชั่วโมงต่อวัน ใน  Nineteen Eighty-four มีสิ่งที่เรียกว่า “อาชญากรรมทางความคิด” หรือ Thoughtcrime คือความคิดที่ต่อต้านอำนาจผู้ปกครอง โดยรัฐบาลได้ตั้งตำรวจลับ หรือ Thought Police  เพื่อจับกุมอาชญากรทางความคิดมาก เพื่อลงโทษ หรือให้ “การศึกษา” ใหม่  เพื่อจะกลับใจ อีกลักษณะเด่นของ Orwellian dystopia คือ การสร้างตัวละครที่เป็นตัวแทนรัฐ เป็นบุคคลที่ประชาชนทั้งมวลต้องเคารพรักอย่างสุดใจ จะล่วงละเมิดไม่ได้ นั่นคือ Big Brother 

Orwellian dystopia เกิดขึ้นได้ง่ายมากครับ และอาจจะเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ด้วยในประเทศอย่าง DPRK (รู้สึกชื่อไทยของประเทศนี้จะเป็นคำต้องห้าม) เราไม่ต้องการโลกที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ หรือผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แค่มีเทคโนโลยีที่จะคอยสอดส่องประชาชน เช่น กล้องวงจรปิด สมาร์ทการ์ด เอ้ย ฐานข้อมูลประชาชนแต่ละคน มีองค์กรคอยเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ประชาชนไม่ควรรู้ มีองค์กรที่ “ชำระ” ประวัติศาสตร์ และมี “ท่านผู้นำ” ที่มีเสน่ห์หรือบารมีให้ประชาชนรัก หรือจำเป็นต้องรักได้

Orwellian dystopia จะน่าอยู่มาก ถ้าคุณรัก Big Brother อย่างสุดใจ ไม่สงสัย ไม่ถาม เชื่อตามรัฐบาลสั่ง คุณจะอยู่อย่างสันติ อาจจะอดอยากบ้าง ไม่รู้เรื่องโลกภายนอกบ้าง แต่ชีวิตคุณ การมีตัวตนอยู่ของคุณ เป็นเพราะบุญคุณของท่าน Big Brother มิใช่หรือ

ถ้าไม่อยากให้ Dystopia นี้เป็นจริง การรักษาสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญครับ ถ้าประชาชนปล่อยให้รัฐควบคุมข้อมูลข่าวสารทุกชนิด เซ็นเซอร์มันทุกอย่าง โอกาสที่รัฐบาลจะกลายเป็นพี่ใหญ่ Big Brother ก็ไม่ยากครับ

 
ครับ ในสมัยของคิมคนปู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยของคิมคนพ่อ ที่เพิ่งม่องเท่งไปเมื่อไม่นานมานี้ มันเป็นแบบนี้จริง ๆ แต่ก็ไม่แน่ ว่าในยุคของคิมคนลูก คิม จอง อึน ต้องจับตาให้ดี ๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ได้
 
และคนทั้งโลกก็คงหวังอย่างนั้นแหละครับ
 
สำหรับพี่น้องชาวไทย ถ้าอยากทราบว่า Orwellian dystopia เป็นยังไง ไม่จำเป็นต้องไปดูถึงเกาหลีเหนือ มี Orwellian dystopia ย่อย ๆ ที่มีลักษณะตามนั้นหลายอย่าง อยู่ในประเทศไทยนี่แหละครับ
 
ถ้าใครที่ติดตาม blog ผมมาเรื่อย ๆ ก็คงรู้แหละว่า ผมจะพูดถึงที่ไหน
 
คือถ้าใครที่เข้าไปอยู่ในวัดนั้นจริง ๆ โดยเฉพาะพวก "เขตใน" จะพบเลยว่ามันเป็น Orwellian dystopia ชัด ๆ แต่สำหรับคนวงนอก ๆ ก็ยังไม่ปิดกั้นซะทีเดียว ยังพอจะหลุดออกมาได้ ถ้าโชคดีพอ แต่ส่วนใหญ่ออกเองไม่ค่อยได้ ต้องมีคนพาออก ถึงจะหลุดได้จริง ๆ
 
ต้องถือว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยจริง ๆ นะครับ ที่ท่านเจ้าอาละวาสของวัดนี้ตัดสินใจบวชแต่เนิ่น ๆ ถ้าตอนนี้แกยังเป็นฆราวาสอยู่ละก็ ผมคงได้เห็นแกเป็น "ประธานาธิบดีตลอดกาล" ของประเทศไทยไปแล้ว ไม่ได้ประชดนะครับ พูดจริง ๆ
 
ถ้าใครเคยอ่านประวัติของแก แกเคยตั้งใจว่า ถ้าเป็นฆราวาส ก็ต้องเป็น emperor ถ้าเป็นบรรพชิต ก็ต้องเป็น ... (ไม่อยากพูดถึงครับ เสียว) ถ้าสมมติแกไม่ได้เข้าทางธรรมแต่เด็ก ๆ ละก็ ป่านนี้มันก็คงหาทางเป็น emperor จริง ๆ ให้ได้แน่ ๆ และคงเป็นได้ เพราะบุญบารมีคนนี้ก็เยอะไม่ใช่เล่น ถ้าไปทางดีก็ดีไป แต่ถ้าไปทางชั่ว อันตรายครับ อันตรายถึงขนาดพาประเทศล่มจมได้ง่าย ๆ ในเวลาไม่กี่ปี
 
มีเรื่องน่าตลกอย่างหนึ่ง คือท่านเจ้าอาละวาส กับคิมคนพ่อ ก็อายุไล่ ๆ กันด้วย คิมคนพ่อไปตอน 69 ท่านเจ้าอาละวาสก็อายุ 67 แต่ก็เริ่มป่วยออด ๆ แอด ๆ จนหลาย ๆ คนคาดว่าน่าจะตามคิมคนพ่อไปในเวลาไม่ช้าไม่นาน ดูหน้าดูตา เอาหน้ามาเทียบกัน ดูไปดูมาก็โคตรคล้ายเลยนะ
 
 
มันคล้ายจริง ๆ นะ แต่ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าตะแกตามพี่คิมไปเมื่อไหร่ มีโอกาส "วัดแตก" สูงแน่ ๆ ต้องคอยดูให้ดี ๆ เช่นกัน ถ้าตะแกตายเมื่อไหร่ จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในวัดอย่างแน่นอน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงธรรมดา แต่อาจจะถึงขั้น "ถอนรากถอนโคน" เลยก็ได้
 
ต้องจับตาครับ

Comment

Comment:

Tweet

(โอ้ ทำมากึ๋ย...)
จองอึลได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมาก็เยอะ จริงๆตัวเขาเองก็ไม่ได้บ้าพลัง
เหมือนจองอิล อาจจะนโยบายผ่อนปรนได้บ้าง เเต่ถ้าเปลี่ยนคงไม่ได้
ทหารก็จ้องไม่กระพริบเหมือนกันเเหล่ะ
double wink

#1 By 9rockky △□○x on 2011-12-23 21:16